Author :All posts by Webmaster

Posted in : บัวปูนปั้น on by : Webmaster Comments: 0

บัวโฟม ดีจริงหรือไม่? มีประโยชน์อะไรบ้าง พร้อมข้อดี-ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือก     ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “บัวโฟม” กลายเป็นหนึ่งในวัสดุตกแต่งที่ถูกพูดถึงมากในวงการก่อสร้างและรีโนเวทบ้าน โดยเฉพาะในงานตกแต่งภายนอกอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น คลาสสิก หรือบ้านจัดสรรทั่วไป   คำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ “บัวโฟมดีจริงไหม?” และ “เหมาะกับการใช้งานระยะยาวหรือเปล่า?” บทความนี้จะพามาวิเคราะห์แบบตรงไปตรงมา ทั้งในเชิงเทคนิค หน้างานจริง และมุมมองการใช้งาน เพื่อการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ไม่ใช่แค่ตามกระแส   บัวโฟมคืออะไร? บัวโฟม (Foam Molding) คือวัสดุตกแต่งที่ผลิตจากโฟมชนิดพิเศษ เช่น EPS (Expanded Polystyrene) หรือ Polyurethane แล้วเคลือบผิวด้วยวัสดุแข็ง เช่น ปูนซีเมนต์หรือเรซิน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน   ลักษณะเด่นของบัวโฟมคือ น้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย สามารถผลิตรูปทรงได้หลากหลาย จึงถูกนำมาใช้แทนบัวปูนปั้นในบางงาน โดยเฉพาะงานที่ต้องการความรวดเร็วและลดภาระโครงสร้าง ข้อดีของบัวโฟม ทำไมถึงได้รับความนิยม?   น้ำหนักเบา ลดภาระโครงสร้าง จุดเด่นที่สุดของบัวโฟมคือ “น้ำหนักเบา” เมื่อเทียบกับบัวปูนปั้นแบบดั้งเดิม..

ตกแต่งบริเวณรอบบ้านให้สวยงาม เพิ่มมูลค่า สร้างบรรยากาศ และอยู่สบายในระยะยาว   “บ้านสวย” ไม่ได้จบแค่ตัวอาคาร แต่จะเริ่มชัดขึ้นทันทีที่คุณก้าวพ้นประตูออกมา พื้นที่รอบบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสวน ทางเดิน โรงจอดรถ หรือผนังภายนอก คือองค์ประกอบที่กำหนด “ความรู้สึกแรก” และมีผลต่อการใช้งานจริงในแต่ละวัน การตกแต่งบริเวณรอบบ้านให้ลงตัว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่เกี่ยวข้องกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และมูลค่าในระยะยาวของทรัพย์สินด้วย ซึ่งหากวางแผนดีตั้งแต่ต้น คุณจะได้พื้นที่ที่ทั้ง “น่าอยู่” และ “ดูแลรักษาง่าย” โดยไม่ต้องแก้งานซ้ำให้เสียเวลา   บทความนี้จะพาคุณไล่ตั้งแต่การวางแนวคิด การเลือกองค์ประกอบ ไปจนถึงการยกระดับรายละเอียดภายนอกบ้าน รวมถึงการใช้ บัวปูนปั้น เพื่อเพิ่มมิติและความเนี้ยบของงานตกแต่งให้ครบทุกองค์ประกอบ   1) เริ่มจากภาพรวม กำหนดสไตล์และฟังก์ชันให้ชัด ก่อนเลือกวัสดุหรือของตกแต่ง ควรกำหนด “สไตล์หลัก” ของบ้านให้ชัด เช่น โมเดิร์น มินิมอล คลาสสิก หรือทรอปิคอล เพื่อให้ทุกองค์ประกอบไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ดูปะปนจนเสียภาพรวม พร้อมกันนั้น ให้กำหนด “การใช้งานจริง” ของพื้นที่ เช่น มีโซนนั่งพักผ่อนหรือไม่..

วิธีการติดตั้งบัวปูนให้ปลอดภัย ทำอย่างไร? ลดความเสี่ยง ป้องกันปัญหาระยะยาว การติดตั้ง “บัวปูนปั้น” หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงงานตกแต่งที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับตัวอาคาร แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานประเภทนี้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “ความปลอดภัย” และ “ความทนทานในระยะยาว” มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในงานภายนอกอาคารที่ต้องเผชิญกับทั้งแดด ฝน ลม และการใช้งานจริงจากหลายฝ่าย สิ่งที่มักเกิดขึ้นในหน้างาน คือช่วงแรกหลังติดตั้ง งานอาจดูเรียบร้อย สวยงาม และไม่มีปัญหาให้เห็นชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ปัญหาต่าง ๆ จะเริ่มปรากฏออกมา เช่น บัวปูนเริ่มหลวม เกิดรอยแตกร้าวตามแนวผนัง หรือในบางกรณีอาจมีน้ำซึมเข้าสู่โครงสร้างผนังโดยที่เจ้าของบ้านไม่ทันสังเกต ยิ่งไปกว่านั้น ในบางสถานการณ์ที่บัวติดตั้งอยู่ในระดับสูง หากการยึดเกาะไม่แน่นหนาเพียงพอ อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยหรือผู้ที่สัญจรผ่านบริเวณนั้นได้โดยตรง ดังนั้น ในบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า การติดตั้งบัวปูนให้ปลอดภัยควรเริ่มจากจุดไหน ต้องให้ความสำคัญกับอะไรเป็นพิเศษ และมีข้อผิดพลาดใดบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้งานที่ออกมาไม่เพียงแค่สวยงามในวันแรก แต่ยังคงคุณภาพและความแข็งแรงได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณกลับมาแก้ไขซ้ำในภายหลัง   ปัญหาการติดตั้งบัวปูนที่ “ไม่ปลอดภัย” มักเกิดจากอะไร?   ก่อนจะไปดูวิธีการติดตั้งบัวปูนที่ถูกต้อง มาดู “ความผิดพลาดที่เจอบ่อย” กันก่อน เพราะนี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้งานมีปัญหาในระยะยาว ใช้เหล็กยึดจนเกิดสนิม การฝังเหล็กเข้าไปในผนัง หากไม่มีการป้องกันที่ดี..

ติดตั้งบัวปูนปั้นให้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น ด้วย “บัวคีย์ล็อค” ทางเลือกใหม่ของงานช่างยุคนี้ ในงานตกแต่งอาคาร “บัวปูนปั้น” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเพิ่มมิติและความสวยงามให้กับตัวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านสไตล์คลาสสิก โมเดิร์น หรือกึ่งลอฟต์ การเลือกใช้บัวปูนสามารถยกระดับภาพรวมของงานสถาปัตยกรรมได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ช่างและเจ้าของบ้านมักพบเจอไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม แต่เป็น “ขั้นตอนการติดตั้ง” ที่ใช้เวลานาน มีความซับซ้อน และมีความเสี่ยงต่อความเสียหายของผนัง โดยเฉพาะเมื่อใช้วิธีการติดตั้งแบบดั้งเดิม ปัจจุบันจึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีการติดตั้งรูปแบบใหม่อย่าง “บัวคีย์ล็อค” ซึ่งช่วยลดขั้นตอน ทำให้งานติดตั้งรวดเร็วขึ้น และลดต้นทุนโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกตั้งแต่ปัญหาเดิม ไปจนถึงแนวทางการติดตั้งแบบใหม่ที่ตอบโจทย์งานช่างยุคปัจจุบัน ปัญหาของการติดตั้งบัวปูนแบบดั้งเดิม การติดตั้งบัวปูนแบบเดิม มักใช้วิธี “ฝังเหล็ก + เทปูน” เพื่อยึดบัวเข้ากับผนัง ซึ่งแม้จะเป็นวิธีที่ใช้กันมานาน แต่ก็มีข้อจำกัดหลายด้าน ได้แก่ 1. ขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน ● ต้องเจาะผนังเพื่อติดตั้งเหล็กยึด ● ต้องวางโครงเหล็กให้ได้ระดับ ● ต้องเทปูนและรอให้เซ็ตตัว กระบวนการเหล่านี้ ใช้ทั้งเวลาและแรงงานจำนวนมาก   2. ความเสี่ยงต่อโครงสร้างผนัง การเจาะผนัง โดยเฉพาะผนังที่มีความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร อาจทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ตามมา..

Posted in : วัสดุ งานก่อสร้าง on by : Webmaster Comments: 0

เสาหรือ pillar หรือ column ในภาษาอังกฤษนั้นมีความหมายในทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมเชิงโครงสร้างว่าเป็นโครงสร้างที่มีหน้าที่สำหรับส่งผ่านน้ำหนักของโครงสร้างส่วนบนผ่านการกดทับไปยังองค์ประกอบที่อยู่ข้างใต้ ในอีกความหมายหนึ่ง เสาจึงถือเป็นองค์ประกอบในกระบวนการกดทับของโครงสร้าง คำว่าเสานั้นสามารถใช้ได้โดยเฉพาะกับตัวค้ำยันที่มีลักษณะทรงกระบอกที่ส่วนยอดและส่วนฐาน สร้างขึ้นด้วยหินหรือมีรูปลักษณ์เป็นเช่นนั้น เสาที่สร้างขึ้นจากไม้หรือเหล็กที่ใช้ค้ำจะถูกเรียกว่า post ในภาษาอังกฤษในบางกรณีที่ตัวอาคารจะต้องเผชิญหน้ากับลมหรือแผ่นดินไหวที่รุนแรงนั้น วิศวกรก็จะออกแบบตัวเสาให้มีคุณสมบัติต้านทานแรงผลักในแนวขวางอย่างเป็นพิเศษ นอกจากนั้นเสายังสามารถมีหน้าที่ในการประดับประดาตกแต่งตัวโครงสร้างโดยไม่ได้มีความจำเป็นในฐานะตัวค้ำโครงสร้างส่วนบนแต่อย่างใดได้ด้วย  ประวัติและความเป็นมาของเสา ประวัติของการสร้างเสานั้นสันนิษฐานว่าเริ่มมาจากอารยธรรมอันใดอันหนึ่งในยุคเหล็กของภูมิภาคทางตะวันออกกลางและแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยแรกเริ่มนั้นมีการสร้างเสาเพื่อนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรม โดยตัวเสาจะมีโครงสร้างเป็นหินที่มีส่วนหนึ่งเว้นไว้สำหรับให้เป็นรูปสลัก พบจากร่องรอยว่ารูปสลักนั้นเป็นผลงานของช่างชาวอียิปต์ เปอร์เซีย และ อารยธรรมอื่นๆ ด้วย ส่วนใหญ่จะมีจุดประสงค์เพื่อในการรับน้ำหนักจากโครงสร้างส่วนบน เช่น หลังคา และภายในของตัวอาคารและมีการตกแต่งด้วยสีสันหรือภาพวาดต่างๆ แต่ชาวกรีกโบราณจะนิยมใช้ไม้ที่มีขนาดกว้างขวางมากกว่ามาสร้างเป็นเสาทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยเน้นไปในทางรูปแบบงานเสาแบบคลาสลิค ประเภทของเสาในอารยธรรมโบราณ วิตรูเวียส นักเขียนและนักประวัติศาสตร์ชาวโรมันได้เล่าโดยอ้างอิงจากงานของนักเขียนกรีกไร้นามคนหนึ่งว่า ชาวกรีกโบราณนั้นเชื่อว่าเสาแบบโดริกนั้นพัฒนามาจากเทคนิคที่ใช้ในการสร้างอาคารไม้ โดยเปลี่ยนจากไม้ขัดเนื้อนิ่มมาเป็นแท่งหินกลมแทน เสาแบบโดริกนั้นเป็นงานสร้างเสาในรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดและซับซ้อนน้อยที่สุดในธรรมเนียมการสร้างเสาแบบคลาสสิค โครงสร้างโดยหลักของเสาโดริกนั้นประกอบด้วยตัวเสาหินที่มีขนาดกว้างตรงส่วนฐาน โดยทั่วไปแล้วไม่มีการลงรายละเอียดตกแต่งใดๆ เป็นพิเศษ เสาโดริกนั้นถูกพัฒนาขึ้นในเขตโดเรียนของกรีกโบราณ ถือกันว่าเป็นงานสร้างเสาที่มีมวลและน้ำหนักมากที่สุดจากบรรดางานสร้างเสาของกรีกโบราณทั้งหมด เสาในแบบต่อมาคือเสาแบบทัสกันที่มีรูปลักษณ์การออกแบบที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับเสาโดริก มีอัตราส่วนระหว่างความสูงกับความกว้างโดยประมาณอยู่ที่ 7:1 โดยประมาณ

Posted in : วัสดุ งานก่อสร้าง on by : Webmaster Comments: 0

การวางหรือการก่อสร้างฐานรากนั้นเป็นการก่อสร้างส่วนที่อยู่ล่างสุดของโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม โดยการก่อสร้างฐานรากนั้นแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือการสร้างฐานรากแบบตื้นและการสร้างฐานรากแบบลึก การออกแบบและการก่อสร้างประเภทนี้เรียกในอีกชื่อได้ว่าเป็นงานวางฐาน โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงโครงการก่อสร้างสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ จุดกำเนิดของวิศวกรรมฐานราก การวางหรือการก่อสร้างรากฐานนั้นสามารถนับย้อนไปในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่โบราณที่ปรากฏมีมาอย่างยาวนานตั้งแต่การใช้ไม้ค้ำจุนโครงสร้างเรือนหรือการก่อสร้างและค้ำด้วยกิ่งก้านหลายอัน ไปจนถึงการวางหินรองพื้นหรือการทำดรายสโตนด้วยการวางหินในชั้นฐานรากแล้วฉาบด้วยปูนซึ่งอาจจะทำหลังการก่อสร้างโครงสร้างหลักสำเร็จแล้ว (วิธีการนี้อาจถูกนำไปทำไว้ตรงส่วนบนของโครงสร้างเพื่อแสดงออกในฐานะการประดับตกแต่งก็ได้) จนมาสู่วิธีการก่อสร้างฐานรากที่ใช้การขุดชั้นดินเป็นสนามเพลาะแล้วถมด้วยยางหรือหินตรงส่วนรากฐาน แนวทางการก่อสร้างรากฐานดังกล่าวนี้จะสามารถยืดขยายลงไปในชั้นดินได้พ้นไปจากแนวชั้นเยือกแข็งที่ชั้นดินและน้ำใต้ดินจะจับตัวเยือกแข็ง รูปแบบการวางฐานรากสมัยใหม่ ส่วนการสร้างฐานรากในสมัยใหม่นั้น ประเภทหนึ่งคือการสร้างฐานรากแบบตื้นหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าฟุตติ้ง การก่อสร้างฐานรากแบบนี้จะฝังลงไปในดินในระดับหนึ่งเมตรโดยประมาณ รูปแบบทั่วไปอันหนึ่งคือการฟุตติ้งแบบแยกกระจายที่ใช้บางส่วนหรือแผ่นของปูนคอนกรีตหรือวัสดุอื่นๆ ที่จะยืดยาวลงไปในดินพ้นแนวชั้นเยือกแข็งเพื่อรับแรงกดจากกำแพงและเสาในตัวอาคารแล้วส่งลงไปในดินหรือหินหมอนที่รองรับ อีกรูปแบบหนึ่งของการสร้างฐานรากแบบตื้นนั้นคือการสร้างฐานแบบ slab-on-grade หรือการสร้างฐานรากบนแผ่นหนาที่น้ำหนักของตัวอาคารจะถูกส่งไปยังชั้นดินผ่านแผ่นปูนคอนกรีตหนาที่วางไว้บนพื้นผิว โดยขนาดของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างฐานรากประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับขนาดของโครงสร้างโดยวัสดุสามารถมีความหนาตั้งแต่ที่ยี่สิบเซนติเมตรไปจนถึงความหนาหลายเมตร ประเภทที่สองคือการสร้างฐานรากแบบลึกที่มีจุดประสงค์เพื่อส่งน้ำหนักของโครงสร้างผ่านชั้นดินอ่อนด้านบนลงไปยังชั้นดินล่างที่แข็งแรงกว่า การสร้างฐานรากแบบลึกนั้นมีหลากหลายแบบตั้งแต่การวางตอม่อเพื่อขับแรงสะเทือน, การวางคานเจาะ, การใช้เคซองหรือห้องใต้น้ำมีอากาศสำหรับสร้างสะพาน, การใช้เสาทำให้แผ่นดินเสถียร ธรรมเนียมการเรียกการสร้างฐานรากในแบบต่างๆ นั้นมีความเหลื่อมกันไปขึ้นอยู่กับวิศวกรแต่ละคน รากฐานนั้นจะถูกออกแบบให้มีสมรรถภาพในการรองรับแรงกดอย่างเหมาะสมโดยขึ้นอยู่กับชั้นดินรองที่หนุนตัวฐานรากอีกต่อหนึ่งซึ่งผ่านการคิดวิเคราะห์โดยวิศวกรภูมิศาสตร์เทคนิคแล้ว ส่วนในส่วนของตัวฟุตติ้งเองนั้นอาจได้รับการออกแบบโดยวิศวกรที่ทำงานในเชิงโครงสร้าง ความใส่ใจหลักของการออกแบบรากฐานนั้นคือเรื่องของการจัดตั้งและสมรรถภาพในการรองรับน้ำหนักและแรงสะเทือน เมื่อว่าด้วยเรื่องของการลงหลักปักฐานแล้ว สิ่งที่จะถูกพิจารณาต่อไปคือเรื่องที่ว่ารากฐานนั้นเป็นการลงหลักปักฐานรูปแบบใดจากสองแบบนั่นคือ การลงหลักปักฐานเต็มรูปแบบหรือการลงหลักปักฐานแบบลดหลั่นกันไป การลงหลักปักฐานแบบลดหลั่นกันไปนั้นหมายถึงเมื่อตัวฐานรากบางส่วนนั้นกดลงลึกกว่าส่วนอื่น เหตุการณ์เช่นนี้อาจนำไปสู่การสร้างปัญหาต่อตัวโครงสร้างที่ตัวฐานรากนั้นสนับสนุนรองรับอยู่ นอกจากนั้นการขยายตัวของดินเหนียวก็ยังเป็นตัวการสร้างปัญหาอีกประการหนึ่ง

Posted in : ฮวงจุ้ย on by : Webmaster Comments: 0

น้ำพุฮวงจุ้ย เป็นรูปแบบน้ำพุที่พบเห็นได้โดยทั่วไป ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าจนถึงร้านขายยา จากสวนสวยไปจนถึงร้านขายของชำ แต่ถ้าเป็นน้ำพุในร่มล่ะ? น้ำพุในร่มไม่ควรจัดตั้งไว้ตรงไหน? แล้วการมีน้ำพุในร่มมีประโยชน์อย่างไรในทางฮวงจุ้ย? ข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับการจัดตั้งน้ำพุในร่ม ข้อควรทำและไม่ควรทำ 1. ขนาดน้ำพุต้องใหญ่พอที่จะรองรับปริมาณน้ำสำหรับการทำงาน 1-2 วัน โดยไม่ต้องเติมน้ำเพิ่ม 2. ต้องหมั่นรักษาความสะอาดให้น้ำใส สะอาด และไหลอยู่เสมอ 3. ใช้น้ำกลั่นหรือน้ำสำหรับดื่มเท่านั้นสำหรับน้ำพุในร่ม เนื่องจากน้ำก๊อกหรือน้ำประปาทั่วไปจะมีแบคทีเรีย แร่สนิม และแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดสนิมที่ตัวปั๊ม ทำให้เกิดน้ำสกปรก น้ำปริมาณ 1 แกลลอน เหมาะพอดีสำหรับน้ำพุตั้งโต๊ะ 4. ระวังน้ำพุบางประเภทที่น้ำมักจะแห้งหรือลดลงเร็วกว่าปกติ อาจเป็นปัญหาที่น้ำรั่วซึมหรือละเหยออกได้ง่าย หากนำปั๊มมาใส่อ่างเซรามิคที่จุน้ำได้มากพอก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ง่ายๆ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วน้ำพุที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไปจะมีขนาดความจุน้ำ 8-10 ออนซ์ และมักต้องคอยเติมน้ำ 1-2 ครั้งต่อวัน แต่ปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการนำปั้มน้ำสำหรับน้ำพุมาวางไว้ในอ่างเซรามิคที่มีขนาดกว้างประมาณ 10 นิ้ว ลึก 5-6 นิ้ว ตกแต่งโดยจัดวางหินลงไปรอบๆ ปั้ม แล้วเติมน้ำให้เต็ม ก็จะได้น้ำพุแบบ D.I.Y. โดยไม่ต้องปวดหัวกับการต้องคอยเติมน้ำบ่อยๆ อีกด้วย ควร และไม่ควรทำ: ข้อแนะนำและข้อห้ามสำหรับการตั้งน้ำพุฮวงจุ้ย..

Posted in : ฮวงจุ้ย on by : Webmaster Comments: 0

น้ำพุฮวงจุ้ยถือเป็นการตกแต่งที่ได้รับความนิยมมากในบรรดาสิ่งของแก้เคล็ดตามหลักการฮวงจุ้ย โดยน้ำพุเพื่อเสริมฮวงจุ้ยนั้นมีหลากหลายรูปทรง ขนาด และวัสดุที่ใช้ผลิต การจัดตั้งน้ำพุแตกต่างกันไปทั้งกลางแจ้งและในที่ร่ม หรือน้ำพุแบบตั้งโต๊ะ น้ำพุตั้งโชว์ น้ำพุแบบแขวนผนัง และอื่นๆ อีกมากมาย สำหรับน้ำพุที่ใช้เพื่อการเสริมฮวงจุ้ย ไม่จำเป็นต้องดูสมจริงมาก เพราะในความเป็นจริงแล้ว ความสมจริงของน้ำพุไม่ได้ส่งผลถึงพลังของฮวงจุ้ยแต่อย่างใด แต่สำคัญกว่าที่น้ำพุนั้นจะต้องมีความเหมาะสมและเข้ากันได้กับการจัดแต่งบ้านในแบบฉบับของคุณเอง การตกแต่งด้วยน้ำพุเพื่อเสริมพลังในทางฮวงจุ้ยได้รับความนิยมมาก เนื่องจากน้ำพุนั้นช่วยในการดึงพลังจากน้ำ ซึ่งน้ำถือเป็นธาตุทางธรรมชาติที่มีความสำคัญธาตุหนึ่ง ตามสัญลักษณ์และความเชื่อโบราณ น้ำถือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่งและความอุดมสมบูรณ์ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการตกแต่งบ้านหรือออฟฟิศด้วยน้ำพุในร่ม จะช่วยขจัดความเจ็บไข้ได้ป่วย ในทางวิทยาศาสตร์ก็คือประจุลบในบรรยากาศซึ่งทำให้ผู้ที่นั่งทำงานในบริเวณนั้นเป็นเวลานานๆ มีอาการเจ็บป่วย เช่นที่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรม สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ด้วยการตกแต่งน้ำพุในร่มไว้ในบริเวณห้อง ป้ากัว (bagua) หรือแผนผังในการจัดวางและการตกแต่งในส่วนต่างๆ ของบ้าน ที่ดีที่สุดสำหรับการติดตั้งน้ำพุ ได้แก่ ทิศตะวันออก เป็นตัวแทนของ สุขภาพและครอบครัว ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตัวแทนของ ความมั่งคั่งและเงินทอง ทิศเหนือ เป็นตัวแทนของ การงานและเส้นทางการดำเนินชีวิต จะจัดตั้งน้ำพุไว้ในทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับป้ากัวของบ้าน หรือความเหมาะสมของบ้านแต่ละหลัง พิจารณาจากลักษณะของบ้านและผู้ที่อยู่อาศัย 2 สิ่งที่จำเป็นต้องคำนึงถึงเสมอ เมื่อต้องการติดตั้งน้ำพุสำหรับเสริมฮวงจุ้ย 1. ไม่ควรติดตั้งน้ำพุไว้ทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศสำหรับธาตุไฟ หากติดตั้งน้ำพุในบริเวณนั้นจะทำให้เกิดพลังในทางไม่ดี โดยเฉพาะความขัดแย้ง เนื่องจากธาตุไฟย่อมไม่ถูกกับธาตุน้ำ 2. ไม่ควรติดตั้งน้ำพุไว้ในห้องนอน..