ซุ้มโค้ง คานโค้ง (Arch) ช่องโค้งหรือวงโค้งหรือ arch ในภาษาอังกฤษหมายถึงส่วนของโค้งสร้างที่กางออกเหนือพื้นที่ว่างหรือช่องว่าง ซึ่งตัวช่องโค้งนั้นอาจจะรองรับแรงกดจากโครงสร้างที่อยู่ข้างบนตัวมันเองหรือไม่ก็ได้ ช่องโค้งหรือ arch ในภาษาอังกฤษอาจมีส่วนคล้ายคลึงอย่างมากกับโครงสร้างทรงโค้งหรือ vault ในภาษาอังกฤษเพียงแต่เราอาจจะแยกแยะโครงสร้างสองประเภทออกจากกันด้วยการเรียกโครงสร้างทรงโค้งว่าเป็นช่องโค้งต่อเนื่องที่นำไปสู่การรองรับโครงหลังคาก็ได้ ช่องโค้งนั้นปรากฏอยู่ในสิ่งก่อสร้างนับตั้งแต่สองพันปีก่อนคริสตกาลในอารยธรรมลุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย โดยสิ่งก่อสร้างนั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอิฐเป็นองค์ประกอบทางวัสดุอันหลัก การใช้ช่องโค้งอย่างเป็นระเบียบแบบแผนนั้นเริ่มต้นจากยุคโรมันโบราณที่นำช่องโค้งมาประยุกต์ใช้กับโครงสร้างที่มีรูปแบบหลากหลายประเภท ประวัติความเป็นมา ช่องโค้งนั้นปรากฏอยู่ในสิ่งก่อสร้างจากหลายอารยธรรมโบราณในแถบตะวันออกใกล้ในยุคโบราณและแถบเลแวนต์ แต่โดยส่วนใหญ่นั้นช่องโค้งจะถูกใช้อย่างจำเพาะเจาะจงและอย่างบ่อยครั้งในโครงสร้างที่อยู่ในชั้นใต้ดินเท่านั้นอย่างเช่นท่อระบายน้ำที่ปัญหาเรื่องแรงผลักในทางแนวขวางลดลงไปอย่างมากจนแทบจะไม่ปรากฏโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างของกรณียกเว้นที่ไม่ค่อยปรากฏบ่อยครั้งนักอยู่ในยุคสำริดคือช่องโค้งในประตูเมืองของแอชเกลอน (หรืออิสราเอลในปัจจุบัน) ในช่วงระหว่างปี 1850 ก่อนคริสตกาล ตัวอย่างช่องโค้งแบบวูสซัวร์ที่เก่าแก่ที่สุดปรากฏอยู่ในสะพานโค้งนครโรดส์ของกรีกโบราณ นอกจากนั้นช่องโค้งแบบอื่นๆ ยังถูกค้นพบในอารยธรรมทางฝั่งเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และทวีปอเมริกา ในปีคริสตศักราช 2010 หุ่นยนต์สำรวจได้ค้นพบช่องทางเดินที่มีหลังคาค้ำช่องโค้งขนาดยาวที่ซ่อนอยู่ภายใต้พีระมิดของเกวทซาโคลท์ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโบราณแห่งเตโอติฮวากันทางตอนเหนือของเม็กซิโกซิตี้ โครงสร้างโบราณที่เพิ่งถูกค้นพบนี้คำนวณว่าสร้างขึ้นเมื่อสองร้อยปีหลังคริสตกาลโดยประมาณ ช่างชาวโรมันโบราณได้เรียนรู้เรื่องของช่องโค้งหรือ arch มาจากชาวอีทรัสกัน จากนั้นจึงขัดเกลาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจนกลายเป็นชนชาติแรกที่สามารถใช้ช่องโค้งอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยชาวโรมันนั้นถือเป็นช่างก่อสร้างรายแรกสุดในทวีปยุโรปหรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นช่างก่อสร้างรายแรกของโลกที่สามารถเข้าใจถึงประโยชน์และประสิทธิภาพของช่องโค้ง โครงสร้างทรงโค้ง และโดมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ตลอดช่วงสมัยของอาณาจักรโรมันนั้น วิศวกรและช่างชาวโรมันได้ก่อสร้างโครงสร้างที่มีลักษณะทรงโค้งอย่างเช่นสะพาก ทางส่งน้ำ และประตูออกมามากมายและหลากหลายรูปแบบ นอกจากนั้นช่างชาวโรมันยังถือเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นและก่อสร้างสิ่งที่รู้จักกันในภายหลังว่าประตูชัยซึ่งก็มีโครงสร้างทรงโค้งหรือช่องโค้งเป็นส่วนประกอบอีกด้วย ข้อดีของช่องโค้งแบบทรงแหลมนั้นคือไม่ถ่ายน้ำหนักหรือสร้างแรงกดลงไปที่ตัวฐานรองรับเบื้องล่างมากนักเนื่องจากตัวช่องโค้งนั้นเป็นทรงแหลมสูง ข้อดีอันนี้ทำให้ช่างก่อสร้างสามารถสร้างโครงสร้างที่สูงกว่าเดิมและมีช่วงเปิดว่างที่เล็กลงตามสไตล์งานสถาปัตยกรรมแบบโกธิคนั่นเอง ส่วนช่องโค้งแบบพาราโบลานั้นใช้หลักการว่าเมื่อน้ำหนักถูกถ่ายลงอย่างเป็นรูปแบบเดียวกันสู่ช่องโค้ง ความบีบอัดภายในที่เกิดจากน้ำหนักนั้นจะเคลื่อนไปเป็นรูปทรงพาราโบลา ช่องโค้งแบบพาราโบลานั้นถ่ายน้ำหนักลงไปยังฐานมากที่สุดเมื่อเทียบกับอีกสองแบบก่อนหน้าแต่ข้อดีคือตัวช่องโค้งสามารถกินระยะความยาวได้เยอะกว่าแบบอื่น ส่วนใหญ่ใช้ในการออกบบก่อสร้างสะพานที่ระยะความยาวเป็นสิ่งสำคัญ รูปแบบและลักษณะของช่องโค้ง ช่องโค้งนั้นมีหลายรูปแบบแต่เราสามารถแบ่งช่องโค้งหรือ arch ได้เป็นสามแบบโดยพื้นฐานนั่นคือช่องโค้งแบบทรงกลม..
การจัดฮวงจุ้ยที่ดี สำหรับห้องครัว ห้องครัวถือเป็นห้องที่มีความสำคัญในแง่ของฮวงจุ้ยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์และการดำรงชีวิต การจัดฮวงจุ้ยที่ดีของห้องครัวจะช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์พูนสุขในชีวิตให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ห้องครัวยังถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งร่ำรวยในทางฮวงจุ้ยอีกด้วย ตามหลักการฮวงจุ้ยที่ดีแล้ว ห้องครัวไม่ควรอยู่ติดกับประตูทางเข้าหน้าบ้าน ซึ่งจะทำให้พลังแห่งโชคลาภที่ดีๆ ไหลออกอย่างรวดเร็ว อาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นเหมือนการเพิ่มพลังงานดีเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างและบำรุงจากภายใน อาหารนั้นๆ จึงควรได้รับการปรุงในห้องครัวที่จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน และมีการไหลเวียนของพลังชี่เป็นอย่างดี เพราะการดำเนินชีวิตของเราก็คือการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนพลังงานต่างๆ รอบตัว หลักการฮวงจุ้ยที่ดีในห้องครัวจะช่วยให้ผู้ปรุงอาหารได้รับพลังชี่ที่ดี เมื่อปรุงอาหารออกมาก็จะเป็นอาหารที่มีความสมบูรณ์ในแง่พลัง ผู้ที่รับประทานเข้าไปจึงจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ สมาชิกในบ้านที่ต่างก็ได้รับประทานอาหารดีๆ ร่วมกันก็จะเกิดความสุขความสามัคคีขึ้น การรับสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกายก็เป็นหลักการฮวงจุ้ยหนึ่ง นอกจากการจัดวางห้องครัวที่ดีแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่ครบถ้วน เพื่อสุขภาพ โดยเฉพาะผักและผลไม้สดๆ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากในแง่ของคุณประโยชน์ที่จะได้รับ เช่น แร่ธาตุและวิตามินแล้ว ผักและผลไม้สดๆ ยังเป็นแหล่งพลังแห่งการรักษาจากธาตุดินที่จำเป็นต่อร่างกายในทางฮวงจุ้ยเป็นอย่างมาก หลักการง่ายๆ สำหรับการจัดห้องครัวให้ถูกหลักฮวงจุ้ย ในห้องครัวควรมีไฟอย่างน้อย 2-3 ดวง ซึ่งมีแสงสว่างเพียงพอ มีการไหลเวียนของลม มีพื้นที่เพียงพอ มีความสะอาด และมีบรรยากาศของความอบอุ่น ต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เสมอ สำหรับหลักการจัดวางตามฮวงจุ้ยที่ดี ห้องครัวควรมีลักษณะที่เรียบง่ายที่สุด ไม่ควรมีอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ มากเกินไป ควรจัดเก็บอุปกรณ์สำหรับการตัดหั่น เช่น มีด และของมีคมอื่นๆ ไว้เป็นสัดส่วนและเป็นที่เป็นทาง ควรจัดแจกันดอกไม้สดวางประดับห้องครัว..
การตกแต่งตามหลักฮวงจุ้ย เป็นขั้นตอนพื้นฐานของการตกแต่งบ้านเพื่อให้เกิดพลังแห่งความสุขและความราบรื่นในชีวิต การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยไม่ได้หมายถึงการจัดบ้านแบบเซ็น แต่การจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยคือการจัดสถานที่ สภาพแวดล้อม เพื่อให้สอดรับกับการทำกิจกรรมหรือส่งเสริมให้สามารถทำกิจการนั้นๆ ไปได้ด้วยดี อาทิเช่น การตกแต่งโฮมออฟฟิศควรมีบรรยากาศที่กระตุ้นให้เกิดพลัง การขับเคลื่อน ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ในขณะที่ห้องนอนควรเป็นที่ๆ ให้ความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ซึ่งการแต่งบ้านตามหลักฮวงจุ้ยสามารถเริ่มต้นได้ไม่ยากด้วยหลักการขั้นพื้นฐานง่ายๆ การจัดฮวงจุ้ยสามารถเลือกได้ว่าต้องการให้ช่วยส่งเสริมไปในทิศทางใด เช่น ความรัก การสนับสนุน ความสุข ความรื่นเริงของคนในครอบครัว การแต่งบ้านตามหลักการนี้จะแตกต่างเล็กน้อยกับการแต่งบ้านตามค่านิยมแบบเดิม แต่เชื่อได้ว่าหากได้ลองจัดบ้านตามหลักง่ายๆ ของฮวงจุ้ยแล้วจะช่วยให้การแต่งบ้านเป็นเรื่องสนุกสนานและลงตัวได้ไม่ยากแน่นอน ขั้นตอนแรกของการตกแต่งบ้านเริ่มตั้งแต่ก่อนการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ โดยสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกก็คือการขับไล่พลังงานเก่าออกไปเพื่อให้พลังงานใหม่ไหลเข้ามาแทนที่ ด้วยการรื้อของเก่าที่รกรุงรังออกให้หมด ซึ่งตามหลักการฮวงจุ้ยแล้วถือว่าไม่เป็นมงคลและไม่ก่อให้เกิดความสวยงาม เหมือนการแต่งหน้าทับซ้ำๆ ลงไปบนใบหน้าที่ยังไม่ได้ล้างนั่นเอง หลังจากที่เคลียร์ของเก่าๆ ไม่ได้ใช้ออกไปแล้ว ก็สามารเริ่มต้น 5 ขั้นตอนง่ายๆ ได้ดังต่อไปนี้ 5 ขั้นตอนพื้นฐาน ของการตกแต่งบ้านตามหลักการฮวงจุ้ย STEP 1 บ้านต้องมีแสงสว่างเข้าถึงเพียงพอและมีการระบายอากาศที่ดี โดย 2 อย่างนี้เป็นต้นกำเนิดของพลังงานชี่ ซึ่งเป็นพลังงานดีในทางฮวงจุ้ยนั่นเอง STEP 2 จัดวางแผนผัง “ป้ากัว” (bagua) หรือแผนที่บ้าน ป้ากัวก็คล้ายกับพิมพ์เขียว ใช้ในการบอกว่าห้องไหนควรใช้สีอะไร หรือภาพไหนที่เหมาะกับบ้านของเรามากที่สุด..

อาคารเวนไรท์หรือที่เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่าอาคารสำนักงานรัฐเวนไรท์ เป็นอาคารสำนักงานก่อสร้างด้วยอิฐแดงความสูงสิบชั้น โดยตั้งอยู่ที่หมายเลข 709 บนถนนเชสค์นัทในย่านดาวน์ทาวน์ของเมืองเซนต์หลุยส์, มิสซิสซิปปี อาคารเวนไรท์นั้นถือเป็นตึกสูงระฟ้ารุ่นแรกๆ ของโลก โดยผู้ออกแบบคือดังค์มาร์ แอดเลอร์และหลุยส์ ซัลลิแวนได้ออกแบบตัวอาคารโดยวางอยู่ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบปาลาสโซซึ่งใช้เวลาก่อสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1890-1891 ชื่อของอาคารนั้นถูกตั้งตามชื่อของเอลลิส เวนไรท์ ผู้เป็นทั้งนักการเงิน ผู้รับเหมาก่อสร้าง และผู้ผลิตเครื่องดื่มขึ้นชื่อในท้องถิ่นที่เป็นผู้ว่าจ้างโครงการนี้ การออกแบบและโครงสร้าง อาคารหลังนี้ถูกระบุให้อยู่ในฐานะหลักเขตหมุดหมายของทั้งในระดับท้องที่และในระดับชาติ นอกจากนั้นยังได้รับการให้อรรถาธิบายกล่าวขวัญถึงเพิ่มเติมโดยสำนักงานทะเบียนสิ่งสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติว่าเป็น “ต้นแบบอันทรงอิทธิพลของอาคารสำนักงานสมัยใหม่” แฟรงค์ ลอยด์ ไรท์เรียกอาคารเวนไรท์ว่าเป็น “การแสดงออกเยี่ยงมนุษย์ครั้งแรกสุดที่ปรากฏผ่านอาคารสำนักงานเหล็กสูงระฟ้าในฐานะสถาปัตยกรรม” ปัจจุบันอาคารเวนไรท์หลังนี้เป็นทรัพย์สมบัติของรัฐมิสซูรี และในปี 2013 อาคารเวนไรท์ยังถูกจัดอันดับโดยรายการทาง PBS ให้เป็นหนึ่งในสิบอาคารที่เปลี่ยนโฉมหน้าอเมริกาเนื่องจากมันเป็นอาคารสูงระฟ้าที่มีคุณสมบัติสมชื่อเรียก โดยพร้อมกันนั้นซัลลิแวนก็ได้รับการขนานนามให้เป็นบิดาแห่งตึกสูงระฟ้า ต้นกำเนิดรูปแบบอาคาร ในทางประวัติศาสตร์ อาคารเวนไรท์นั้นเริ่มต้นจากการว่าจ้างของเอลลิส เวนไรท์ผู้ผลิตเครื่องดื่มจากเซนต์หลุยส์ โดยเวนไรท์นั้นต้องการพื้นที่ทางสำนักงานสำหรับการบริหารจัดการสมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มแห่งเซนต์หลุยส์ โดยอาคารหลังนี้เป็นโครงการก่อสร้างอาคารสูงขนาดใหญ่ที่สองที่บริษัทของแอดเลอร์และซัลลิแวนได้รับ โดยในเบื้องต้นนั้น ชั้นแรกของตัวอาคารเวนไรท์จะถูกใช้สำหรับเป็นร้านค้าที่เปิดให้ผู้คนเดินเท้าบนถนนสามารถเข้าแวะชมได้ ส่วนชั้นที่สองเป็นอาคารสำนักงานที่เข้าถึงได้ไม่ยากเย็นนัก ส่วนชั้นของอาคารที่สูงขึ้นไปนั้นถือเป็นสำนักงานแบบ “รังผึ้ง” ในขณะที่ชั้นบนสุดนั้นเป็นที่ตั้งของถังน้ำและกลไกเครื่องจักรต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในตัวอาคาร
Trajan’s Column คอลัมน์ทราจันหรือ COLYMNA TRAINI ในภาษาลาตินนั้นคืออนุสาวรีย์ระลึกถึงชัยชนะที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิทราจันแห่งอาณาจักรโรมันที่เป็นผู้ครอบครองชัยชนะในสงครามดาเชียน คาดเดากันว่าอนุสาวรีย์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้การดูแลของสถาปนิกนามอพอลโลโดรัสแห่งดามาสคัสตามคำสั่งของวุฒิสภาโรมัน คอลัมน์ทราจันนี้ตั้งอยู่ในทราจันฟอรัมโดยสร้างขึ้นในตำแหน่งใกล้กันกับเนควิรินัล ทางเหนือของโรมันฟอรัม การก่อสร้างตัวของอนุสาวรีย์นั้นเสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปีคริสตศักราช 113 โดยคอลัมน์ทราจันนั้นมีชื่อเสียงโดดเด่นในเรื่องรูปแกะรอยนูนต่ำที่ขดเป็นเกลียว ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของมหาสงครามระหว่างกองทัพโรมันกับกองทัพดาเซียนในระหว่างปี 101-102 และปี 105-106 รูปลักษณ์และการออกแบบของคอลัมน์ทราจันนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการก่อสร้างคอลัมน์ระลึกถึงชัยชนะตามมาอีกหลายต่อหลายชิ้น ทั้งในยุคโบราณและยุคปัจจุบัน ลักษณะโดยทั่วไป ตัวคอลัมน์นั้นมีส่วนสูงประมาณสามสิบเมตรหรือเก้าสิบแปดฟุต หากนับรวมตัวฐานเข้าไปด้วยก็จะมีความสูงสนธิสามสิบห้าเมตรหรือหนึ่งร้อยยี่สิบห้าฟุต ส่วนโครงสร้างด้านบนนั้นสร้างขึ้นจากชุดหินอ่อนคาร์ราราที่แต่ละชิ้นหนักราวสามสิบสองตัน โดยตัวคอลัมน์นั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวหนึ่งร้อยเก้าสิบเมตรหรือหกร้อยยี่สิบห้าฟุต ในเหรียญตราโบราณมีการระบุไว้ว่าในเบื้องแรกมีการวางแผนว่าจะจัดวางรูปปั้นของนกหรือเหยี่ยวไว้ด้านบนคอลัมน์ แต่หลังจากการก่อสร้างเสร็จสิ้นรูปปั้นของทราจันก็ถูกนำมาวางไว้ในตำแหน่งที่เห็นในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งคอลัมน์ทราจันนั้นเคยหายสาบสูญไปในยุคกลาง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ปีคริสตศักราช 1587 พระสันตะปาปาซกส์ตุสที่ห้าก็ได้ประทานประดับให้กับยอดบนสุดของคอลัมน์ด้วยรูปหล่อสำริดของนักบุญเปโตรที่ยังคงอยู่มาจนปัจจุบัน เนื้อเรื่องที่บรรยายไว้บนภาพสลัก รอยสลักบนตัวคอลัมน์นั้นดำเนินวนเกลียวล้อมรอบตัวหอจากฐานไปจนถึงยอดสุด โดยแต่ละด้านของแผ่นบอกเล่าเรื่องราวนั้นมีขนาดกว้างประมาณหนึ่งเมตรตรงส่วนฐานและกว้างประมาณหนึ่งเมตรสองร้อยเซนติเมตรตรงส่วนยอด รอยสลักนูนต่ำนั้นแสดงถึงภาพชัยชนะทางการทหารสองครั้งที่จักรพรรดิทราจันมีต่อกองทัพดาเซียน โดยส่วนครึ่งล่างนั้นแสดงภาพการประชันเชิงยุทธ์ครั้งแรก และส่วนครึ่งบนนั้นประชันเชิงยุทธ์ครั้งที่สอง ทั้งสองส่วนถูกแบ่งออกจากกันด้วยภาพบุคลาธิษฐานของชัยชนะที่จารึกลงบนโล่ที่ประดับสองข้างด้วยถ้วยรางวัล อย่างไรก็ดี เรื่องราวที่ดำเนินไปบนรอยสลักนั้นก็ดำเนินอย่างต่อเนื่อง ภาพที่ปรากฏนั้นไม่ได้มีความสมจริงในแง่ที่หมายความถึงลักษณะต้องตรงกับความเป็นจริงเนื่องจากการที่ประติมากรนั้นไม่ได้ใส่ใจเรื่องของภูมิทัศน์มากมายนัก โดยทั่วไปแล้วการนำเสนอภาพจากหลายมุมมองและจากหลากหลายภูมิทัศน์ไว้ในฉากเดียวกันนั้นทำไปเพื่อเผยให้เห็นรายละเอียดที่มากกว่า อย่างเช่นการเปลี่ยนมุมมองเพื่อแสดงภาพของชายที่แอบซุ่มอยู่หลังกำแพง ฉากที่ถูกสลักไว้นั้นเป็นฉากของกองทัพโรมันเป็นส่วนใหญ่ที่กำลังกระทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทหารและการรบรา อย่างเช่นภาพในขณะที่กำลังเตรียมตัวประจัญบานกับกองทัพดาเซียน หรือในขณะที่กำลังก่อสร้างกำแพงหรือป้อมปราการเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม หรือในขณะที่พลทหารกำลังรอฟังคำกล่าวของจักรพรรดิที่เล่าเรื่องชัยชนะและประสบการณ์ที่ผ่านมาของตนเอง ภาพสลักนั้นเต็มไปด้วยนาวิกโยธิน ทหาร รัฐบุรุษ และบาทหลวง รวมภาพผู้คนทั้งหมดได้ประมาณสองพันห้าร้อยร่าง จึงถือเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับนักประวัติศาสตร์ในยุคสมัยใหม่ที่สนใจทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของการรบและอาวุธยุทโธปกรณ์รวมไปถึงยุทธวิธีกลศึกของจักรวรรดิโรมันและพวกอนารชนคนเถื่อน
Roman Sculpture การศึกษาเรื่องราวของประติมากรรมโรมันนั้นมีความซับซ้อนเนื่องมาจากความสัมพันธ์ที่ประติมากรรมสกุลนี้มีต่อสกุลประติมากรรมกรีกโบราณ ตัวอย่างของประติมากรรมหลายต่อหลายชิ้นของประติมากรรมกรีกโบราณที่โด่งดัง อย่างเช่น อพลอลโล แห่งเบลเวเดเรและนั้นฟอนแห่งบาร์เบรินีนั้นเป็นที่รู้จักกันได้ผ่านตัวลอกเลียนโดยช่างในจักรวรรดิโรมันหรือเรียกกันว่าเป็นตัวเลียนแบบเฮเลนิสติค จนครั้งหนึ่ง บรรดานักประวัติศาสตร์ศิลปะและนักวิจารณ์ได้ถือกันว่าการสร้างงานด้วยการลอกเลียนแบบของช่างโรมันนี้แสดงให้เห็นความคับแคบทางจินตนาการในเชิงศิลปะ แต่ในปลายศตวรรษที่นี่สิบนั้น ศิลปะโรมันก็ได้เริ่มถูกค้นพบในฐานะที่เป็นผลงานของโรมันเอง จนนำไปสู่ข้อเสนอประการหนึ่งที่ว่าประติมากรรมกรีกโบราณนั้นโดยแท้จริงแล้วอาจได้รับอิทธิพลมาจากงานช่างศิลป์โรมัน ความโดดเด่นของศิลปะโรมัน จุดแข็งที่เป็นข้อโดดเด่นของประติมากรรมโรมันอยู่ที่การสร้างงานเสมือนตัวจริง เนื่องจากช่างปั้นชาวโรมันนั้นไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องของอุดมคติอันสมบูรณ์แบบแบบที่ช่างชาวกรีกหรือช่างชาวอียิปต์เน้น ผลประติมากรรมที่ได้จึงแสดงออกถึงบุคลิกลักษณะต้นแบบของงานชิ้นนั้นๆ รวมไปถึงเรื่องราวที่เล่าผ่านฉากแกะนูนต่ำด้วย ตัวอย่างผลงานประติมากรรมโรมันนั้นถูกเก็บรักษาไว้เป็นจำนวนมากตรงกันข้ามเป็นอย่างยิ่งกับภาพเขียนสมัยโรมันที่แม้จะมีการเขียนไว้จำนวนมากแต่ก็สูญหายไปจนเกือบหมด ผู้ประพันธ์ในภาษาโรมันหรือภาษากรีกนั้นต่างได้บรรยายถึงรูปปั้นจนสามารถนำบทบรรยายบางชิ้นในผลงานเหล่านั้นมาเทียบเคียงกับประติมากรรมโรมันที่ถูกกล่าวถึงได้ ผู้ประพันธ์คนสำคัญที่มีงานในลักษณะดังกล่าวนั้นคือพลินี เดอะ เอลเดอร์ที่เขียนบทพรรณนาไว้ในเล่มที่สามสิบสี่ของหนังสือชื่อ ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ของเขา แต่ถึงผลงานประติมากรรมโรมันจะยังหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันเป็นจำนวนมาก แต่ผลงานประติมากรรมเหล่านั้นก็มักจะชำรุดเสียหายหรือเป็นเพียงชิ้นส่วนไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ความเป็นมาและแนวคิด ในช่วงแรกเริ่มนั้น ประติมากรรมโรมันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกรีกและอีทรัสกันที่ในกรณีของตนเองนั้นก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกผ่านทางพ่อค้าที่เดินทางไปมา และเมื่อจักรวรรดิโรมันสามารถยึดครองดินแดนของกรีกโบราณได้มากขึ้นเรื่อย ตัวประติมากรรมโรมันก็ยิ่งมีความเป็นเฮเลนนิสติกมากขึ้นเช่นกัน จนทำให้งานประติมากรรมในสไตล์กรีกยุ่งเจริญรุ่งเรืองที่สุดนั้นหลงเหลือมายังยุคปัจจุบันได้เพราะตัวผลงานลอกเลียนในประติมากรรมโรมันนั่นเอง ในช่วงศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาลนั้น เหล่าประติมากรที่ทำงานอยู่ในโรมันโดยส่วนใหญ่เป็นชาวกรีกและผลงานประติมากรรมกรีกโบราณก็ถูกขนย้ายเข้ามาที่จักรวรรดิไม่ว่าจะผ่านทางการค้าขายหรือเป็นค่าปฏิกรรมสงคราม โดยงานประติมากรรมโรมันนั้นมีข้อแตกต่างจากผลงานของพวกกรีกตรงที่จะไม่ได้เป็นผลงานที่ทำขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของปวงเทพต่างๆ ในเทพปกรณัมเพื่อเคารพบูชาแบบของกรีก แต่จะเน้นการปั้นรูปหล่อและการแกะสลักรอยนูนบอกเล่าเรื่องราวของกษัตริย์หรือวีรชนและตำนานทางประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิมากกว่า งานปั้นโรมันที่ได้รับอิทธิพลจากกรีก (หรือที่เรียกกันว่าสไคล์เกรโก-โรมัน) นั้นจะมีความแข็งแรงและอ่อนช้อยเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน แต่เมื่อมาถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่สาม ผลงานประติมากรรมโรมันก็เปลี่ยนแปลงอย่างมากโดยที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะในปัจจุบันยังไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ประติมากรรมโรมันเปลี่ยนเป็นงานที่เน้นหนักไปที่ความแข็ง, ความหนักแน่น และอาการขมวดเกร็ง กล่าวได้อีกอย่างว่าเป็นการปฏิเสธธรรมเนียมประติมากรรมโรมันคลาสสิคโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้มีเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจคือ ความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในธรรมเนียมผลงานประติมากรรมโรมันนั้นเกิดขึ้นก่อนที่จักรวรรดิโรมันและชาวโรมันโดยส่วนใหญ่จะรับศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลักไม่นาน และเหตุการณ์สำคัญนี้ก็นำไปสู่การละทิ้งการสร้างสรรค์ประติมากรรมทางศาสนาของลัทธิความเชื่ออื่นๆ ที่เคยทำกันมาโดยทั่วไป เหลือเพียงการสร้างประติมากรรมของวีรบุรุษหรือจักรพรรดิโรมันเท่านั้น
Roman Aqueduct ในยุคสมัยจักรวรรดิโรมันที่อุดมไปด้วยสิ่งสนองความต้องการและอ่างอาบน้ำสาธารณะ ชาวโรมันได้ก่อสร้างทางส่งน้ำของโรมันไว้จำนวนมหาศาลเพื่อที่จะได้สามารถนำเอาน้ำจากแหล่งที่มาที่อยู่ห่างไกลออกมาเข้ามาสู่นครและเมืองที่ตนเองอาศัยอยู่ได้ และนำมาใช้สำรองสำหรับอ่างอาบน้ำสาธารณะ สุขา น้ำพุ และเพื่อใช้สอยส่วนตัวในครัวเรือน ในส่วนของน้ำเสียนั้นก็จะถูกถ่ายเทออกไปด้วยระบบกำจัดสิ่งปฏิกูลที่ซับซ้อนและปล่อยทิ้งในสถานที่ที่มีน้ำที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง เพื่อรักษาให้ตัวเมืองยังคงความสะอาดและสุขลักษณะอนามัยปลอดเชื้อโรคระบาดเอาไว้ ทางส่งน้ำของโรมันนั้นยังถูกใช้เพื่อแจกจ่ายน้ำให้กับการขุดเจาะ การโม่หิน การทำไร่และการทำสวนอีกด้วย กลไกการทำงานของทางส่งน้ำ ทางส่งน้ำของโรมันเหล่านี้นั้นเคลื่อนน้ำไปด้วยแรงของแรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียว โดยส่วนลำตัวของมันนั้นถูกสร้างขึ้นโดยให้ทำมุมเอียงเล็กน้อยภายในท่อน้ำที่สร้างขึ้นจากหิน อิฐ หรือปูนคอนกรีต ส่วนใหญ่แล้วทางส่งน้ำของโรมันจะถูกฝังอยู่ในชั้นใต้ดินซึ่งดำเนินต่อไปตามรูปทรงของทางส่งน้ำแต่ละส่วน โดยส่วนของทางส่งน้ำของโรมันที่ล้นเกินออกมาจะถูกทำคอกล้อมหรือขุดเป็นถ้าลอดผ่าน (ซึ่งไม่พบว่าทำเช่นนี้กันบ่อยนัก) ในส่วนที่หุบเขาหรือที่ลุ่มเข้ามากั้นขวางทางเดินของทางส่งน้ำนั้นก็จะมีการสร้างสะพานให้ทางส่งน้ำหรือไม่ก็เพิ่มแรงดันน้ำด้วยการใช้วัสดุก่อสร้างทางส่งน้ำที่มีคุณสมบัติต้านแรงน้ำน้อยกว่าที่ใช้ปกติอย่างท่อเซรามิกหรือท่อหิน ทางส่งน้ำของโรมันโดยส่วนใหญ่จะมีถังกักเก็บติดตั้งในแต่ละตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่จัดการหรือสำรองยามเมื่อมีความต้องการหรือเกิดเหตุจำเป็นเร่งด่วน ประวัติความเป็นมาและต้นกำเนิด ทางส่งน้ำที่ถูกใช้ครั้งแรกสุดในจักรวรรดิโรมันนั้นถูกใช้เพื่อสำรองน้ำให้กับน้ำพุที่ถูกติดตั้งไว้ในย่านการค้าหรือตลาดวัวของนคร ในคริสต์ศตวรรษที่สาม ตัวนครนั้นก็มีทางส่งน้ำนับได้จำนวนสิบสามแห่งที่ทำหน้าที่ส่งน้ำและรองรับชีวิตของผู้คนในตัวนครจำนวนนับล้านคนและมีส่วนในความเจริญทางเศรษฐกิจน้ำอีกด้วย โดยน้ำที่ทางส่งน้ำได้ส่งเข้าสู่เมืองโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นน้ำที่ถูกส่งไปยังอ่างอาบน้ำสาธารณะของโรมันนั่นเอง นครเมืองต่างๆ และหน่วยเทศบาลเมืองต่างๆ ทั่วทั้งอาณาจักรโรมันต่างก็ลอกเลียนเอาวิธีส่งจ่ายน้ำดังกล่าวนี้ไปใช้ในเมืองของตนเอง โดยต่างมอบเงินสนับสนุนให้กับทางส่งน้ำในฐานะสิ่งที่นำไปสู่ผลประโยชน์ของสาธารณชนโดยรวมและเป็นสิ่งที่แสดงถึงความภาคภูมิในฐานะความเป็นคนเมือง (หรือ civic) ที่ต่างจากคนที่อาศัยอยู่ในป่าเขาหรือร่อนเร่พเนจร ทางส่งน้ำของโรมันโดยส่วนใหญ่นั้นเป็นทางส่งน้ำที่ใช้งานได้จริงและมีความคงทน ทางส่งน้ำของโรมันบางแห่งยังคงถูกบำรุงรักษาและดำรงอยู่มาจนถึงยุคสมัยใหม่ โดยที่ทางส่งน้ำของโรมันบางส่วนยังถูกใช้งานเหมือนเช่นในอดีตเช่นกัน วิธีการและแนวคิดในการคิดค้น, ทดลอง และก่อสร้างทางส่งน้ำของโรมันนั้นถูกบันทึกไว้โดยวิตรูเวียสผู้เป็นทั้งนักเขียนและสถาปนิกชาวโรมันในหนังสือชื่อ เดอ อาร์คิเทคทูรา หรือ ว่าด้วยสถาปัตยกรรมศาสตร์ ตีพิมพ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่หนึ่ง ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายพลอย่างฟรอนตินุสก็ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับทางส่งน้ำของโรมัน ไว้มากกว่าวิตรูเวียสในรายงานส่งทางการของเขาที่ว่าด้วยปัญหาขัดข้อง การใช้งานและการใช้อย่างมิชอบต่อการขนส่งน้ำสาธารณะในอาณาจักรโรมัน ระบบและทางส่งน้ำของโรมันที่โดดเด่นนั้นได้แก่ทางส่งน้ำของเซโกเวียและทางส่งน้ำของคอนสแตนติโนเปิล
Pier ตอม่อ หรือเสาค้ำมีความหมายในทางสถาปัตยกรรมคือหมายถึงส่วนรองรับน้ำหนักโดยตรงจากโครงสร้างหรือโครงสร้างส่วนบน อย่างเช่นซุ้มโค้งหรือตัวสะพาน ทั้งนี้ เรายังกล่าวได้ว่าส่วนของกำแพงในโครงสร้างที่มีตำแหน่งอยู่ตรงกลางระหว่างส่วนเปิดหรือเวิ้งสองข้างก็ถือว่าสามารถทำหน้าที่ในฐานะเดียวกับตอม่อหรือเสาค้ำได้เช่นกันแม้จะไม่ได้มีรูปร่างแบบเดียวกัน ลักษณะโดยทั่วไปของตอม่อ โดยทั่วไปแล้ว ครอสเซคชันของตอม่อหรือเสาค้ำนั้นจะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือในบางกรณีอาจเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ทั้งนี้ก็สามรถมีลักษณะเป็นรูปทรงเรขาคณิตอื่นๆ ก็เป็นได้เช่นกันตามแต่ความเหมาะสมของโครงสร้างและแบบร่างที่วางไว้รวมไปถึงสภาพแวดล้อมและความผกผันหรือแรงกระทำใดๆ ที่ตัวสิ่งปลูกสร้างอาจจะต้องเผชิญ ในรูปแบบสถาปัตยกรรมของยุคกลางในทวีปยุโรปนั้น ส่วนสำหรับค้ำยันเป็นวงรอบที่ถูกเรียกว่าตอม่อหรือเสาค้ำแบบกลอง รวมไปถึง ตอม่อหรือเสาค้ำรูปกางเขน และตอม่อหรือเสาค้ำประสานนั้นต่างก็ถือเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมโดยพื้นฐานของการสร้างสิ่งปลูกสร้างในสมัยนั้น เสาในความหมายทั่วไปนั้นก็ถือเป็นส่วนค้ำยันแบบตั้งตรงเช่นเดียวกันกับตอม่อหรือเสาค้ำ หากแต่เสาจะอยู่ตรงฐานรอบไม่ได้ฝังตัวหรือรองรับแรงกดมากเท่ากับตอม่อหรือเสาค้ำ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีเฉพาะของโครงสร้างแต่ละแบบ ในสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นเวิ้งระหว่างเสาต่อเนื่อง ส่วนที่เป็นช่องเวิ้งนั้นที่อาจเป็นส่วนหน้าต่างหรือประตูนั้นถือกันโดยทั่วไปว่าเป็นหนึ่งเวิ้ง หลักการสร้างและการทำงานของตอม่อ ในกรณีของสะพานตอนเดียวจะมีเครื่องรองรับน้ำหนักตรงส่วนปลายของแต่ละฝั่ง และเครื่องรองรับน้ำหนักที่ว่านี้ก็ต่างทำหน้าที่เป็นกำแพงค้ำยันและกั้นแรงดันแนวขวางของการเคลื่อนของผิวดินในแนวขวางของสะพานแต่ละด้านไปพร้อมๆ กันด้วย ส่วนในกรณีของสะพานหลายตอนนั้นก็จะต้องมีการสร้างตอม่อหรือเสาค้ำไว้ตรงจุดปลายของแต่ละตอนตรงช่องว่างระหว่างเครื่องรับน้ำหนักเหล่านั้น ในสถานที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็นนั้น ฝั่งที่อยู่ด้านเหนือน้ำอาจจะต้องมีสันปันน้ำเพื่อป้องกันการสะสมของน้ำแข็งที่แตกระแหงโดยจะมีการทำให้ตัวสันปันน้ำนั้นมีด้านแหลมเพื่อกระจายชิ้นส่วนของตัวน้ำแข็งออก โดยทั่วไปแล้วในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น สันปันน้ำจะถูกติดตั้งให้ยกเอียงที่สี่สิบห้าองศาเพื่อกระจายแรงต้านที่เกิดจากการประทะระหว่างกระแสน้ำและตัวน้ำแข็งให้เปลี่ยนจากแนวนอนเป็นแนวขวางเพื่อให้นำแข็งแตกกระจายตัวออกก่อนจะลอยไปยังตอม่อหรือเสาค้ำของสะพานอีกฟากได้ ในประตูชัยที่ตั้งอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสนั้น ซุ้มโค้งตรงส่วนกลางและซุ้มด้านข้างนั้นวางอยู่บนตอม่อหรือเสาค้ำขนาดใหญ่บนแผ่นดิน ส่วนอีกกรณีหนึ่งคือ ในแบบแปลนที่วาดโดยนาโต บราเมนเตเพื่อใช้สำหรับก่อสร้างมหาวิหารนักบุญเปโตรในโรมนั้นก็มีตอม่อหรือเสาค้ำที่ระบุรายละเอียดต่างๆ ไว้อย่างรุ่มรวย หลังคาโค้งที่ตอม่อหรือเสาค้ำเหล่านี้ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักนั้นวางตัวซ้อนกันสองชั้น ซึ่งถือเป็นแนวทางการนำเสนอแบบร่างทางสถาปัตยกรรมโดยทั่วไป ตอม่อหรือเสาค้ำจำนวนสี่เสาทำหน้าที่รองรับน้ำหนักของโครงสร้างของตัวโดมที่วางพาดอยู่ตรงกลาง ตอม่อหรือเสาค้ำเหล่านี้ดูมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะรองรับหรือค้ำยันน้ำหนักจากโครงสร้างส่วนบนไหวและได้รับการเปลี่ยนแปลงในภายหลังโดยมิเกลันเจโลเพื่อให้พวกมันสามารถรองรับน้ำหนักอันมหาศาลของตัวโครงสร้างของโดมได้ ตอม่อหรือเสาค้ำของมุขโค้งด้านสกัดหรือ apses ที่ปรากฏอยู่บนด้านหน้าของกำแพงแต่ละด้านนั้นก็มีความแข็งแรงทนทานอย่างยิ่งเช่นกัน เพื่อที่จะสามารถรองรับแรงกดดันภายนอกจากโครงสร้างของตัวโดมครึ่งหนึ่งที่กระทำลงบนตัวของมัน
Physiognomy ฟิสิโอโนมีนั้นเป็นการเสนอว่าลักษณะหรือบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลนั้นสามารถอ่านได้จากภาพลักษณ์ภายนอกของบุคคลนั้นๆ โดยเฉพาะใบหน้า คำๆ นี้เป็นการผสมคำจากภาษากรีกโบราณสองคำคือ physis ที่หมายความว่าธรรมชาติ กับ gnomon ที่หมายถึงการตีความหรือการตัดสิน นอกจากนั้นแล้ว คำว่า Physiognomy นั้นยังสามารถใช้ในความหมายถึงลักษณะภายนอกโดยรวมทั้งหมดของบุคคล ของวัตถุ ของอาณาเขต โดยที่ไม่ต้องมีนัยความหมายถึงเรื่องลักบุคลิกภาพหรือลักษณะของสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้นแต่อย่างด อย่างเช่นการกล่าวถึงฟิสิโอโนมีของกลุ่มพืชพันธุ์ ประวัติความเป็นมา ความน่าเชื่อถือของวิธีการศึกษาฟิสิโอโนมีนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย ในยุคกรีกโบราณนั้น ฟิสิโอโนมีได้รับการยอมรับและได้รับการนำไปประยุกต์ใช้โดยพวกนักปรัชญากรีกโบราณทั้งหลาย แต่ฟิสิโอโนมีนั้นกลับไม่ได้รีบความเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงในยุคกลางเนื่องจากผู้ทีใช้องค์ความรู้นี้นั้นเป็นพวกคนพเนจรและพวกนักต้มตุ๋น ต่อมา Physiognomy ก็ถูกฟื้นฟูกลับมาใช้โดกวีชาวสวิสที่ชื่อโยฮันน์ กัสปาร์ ลาวาเตร์ในศตวรรษที่สิบแปดจนได้รับความนิยมกันโดยทั่วไปก่อนที่จะเสื่อมความน่าเชื่อถือไปอีกครั้งตอนปลายศตวรรษที่สิบเก้า ฟิสิโอโนมีในความหมายที่เข้าใจกันในอดีตนั้นมีคุณสมบัติต้องตรงกันกับนิยามของศาสตร์ปลอมหรือ pseudoscience นั่นเอง ไม่มีหลักฐานที่สามารถระบุยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าฟิสิโอโนมีนั้นทำงานอย่างไร แม้ว่าจะมีการศึกษาในยุคปัจจุบันไม่นานมานี้ได้สร้างข้อเสนอว่าในการแสดงออกทางสีหน้านั้นมีบางแง่มุมของความจริงเกี่ยวกับบุคลิกภาพทั้งหมดของบุคคลอยู่ นอกจากนี้ ฟิสิโอโนมียังสามารถถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่าแอนโทรสโคปีในบางครั้ง แม้ว่าคำหลังนั้นจะใช้กันมากกว่าในศตวรรษที่สิบเก้าซึ่งเป็นยุคสมัยที่คำๆ นี้กำเนิดขึ้นก็ตาม ข้อวิจารณ์และกระแสตอบรับ แม้ลาวาเตร์จะเป็นผู้ที่นำ Physiognomy กลับมาสู่การรับรู้ของสาธารณะในศตวรรษที่สิบแปดอีกครั้ง แต่เขาก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยไปกว่ากันจากบรรดานักวิทยาศาสตร์, นักเขียนและผู้ทำงานทางด้านความคิดทั้งหลายในยุคนั้น ผู้ที่ออกมาวิจารณ์ลาวาเตร์และฟิสิโอโนมีอย่างรุนแรงคนหนึ่งคือนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อ เกออร์ก คริสตอฟ ลิกห์เตนเบิร์ก ที่ได้กล่าวไว้ว่าหากเทียบเคียงกันแล้ว พาโธโนมี (pathognomy) หรือการค้นพบบุคลิกลักษะผ่านทางการสังเกตพฤติกรรมนั้นมีความน่าเชื่อถือมากกว่าฟิสิโอโนมีและยังให้ผลที่จับต้องได้มากกว่าด้วย แต่ทั้งนี้ในศตวรรษที่สิบเก้าเอง ฟิสิโอโนมีก็ยังคงถูกนำกลับมาใช้ในทางวรรณคดีงานเขียนผ่านการสร้างหรือบรรยายตัวละคร โดยพวกนักเขียนนวนิยายในยุคนั้นต่างก็เน้นเรื่องความสมจริงด้วยการบรรยายทุกสิ่งที่มีบทบาทในเรื่องราวอย่างละเอียดยิบย่อย จึงเป็นเหตุผลหนึ่งในการกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งของฟิสิโอโนมี..
Persian Gardens ธรรมเนียมและสไตล์ในการตกแต่งและออกแบบสวนเปอร์เซียหรือที่เรียกกันอีกอย่างว่าสวนอิหร่านในประเทศอิหร่านนั้นส่งอิทธิพลต่อวิธีและแนวทางในการออกแบบตกแต่งสวนจากตั้งแต่อันดาลูเซียมาจนถึงอินเดียและประเทศอื่นๆ ใกล้เคียง ในสวนแต่งหลายแห่งที่ตั้งอยู่ที่อัลฮามบราก็ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของปรัชญาและแนวคิดรวมไปถึงสไตล์ในธรรมเนียมการสร้างสวนเปอร์เซีย โดยการตีความที่ว่านี้ปรากฏออกมาในขนาดของพระราชวังแบบแขกมัวร์ที่มีมาตั้งแต่ยุคสมัยของอัล-อันดาลัสในสเปน ส่วนสุสานของฮูมายันและทัชมาฮาลนั้นก็ถือว่าเป็นการตีความแนวคิดและธรรมเนียมในการสร้างสวนเปอร์เซียที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอันหนึ่งของโลก ซึ่งต่างก็ถูกสร้างไว้ตั้งแต่ยุคสมัยของอาณาจักรโมกุลในอินเดียจวบจนปัจจุบัน ต้นกำเนิดและแนวคิดของการจัดสวนสไตล์เปอร์เซีย นับตั้งแต่ยุคสมัยของราชวงศ์อคาเอเมนิด แนวคิดเรื่องสรวงสวรรค์บนโลกนั้นได้แพร่กระจายไปหลายดินแดนและปรากฏผ่านออกมาในงานวรรณคดีของเปอร์เซีย และยังรวมไปถึงตัวอย่างอื่นๆ ที่มีที่มาจากวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างในแบบหลังนั้นคือสวนแบบเฮเลนนิสติกที่เซลิวคิดส์และปโตเลมีส์ในอเล็กซานเดรีย คำว่า pairidaēza ในภาษาอเวสตะนั้นเป็นคำยืมมาจากภาษากรีกโบราณ παράδεισος (พาราเดซอส) ที่ได้กลายมาเป็นคำว่า paradisus ในภาษาลาตินและกลายเป็นคำหนึ่งในภาษาภาคพื้นทวีปยุโรปอย่างเช่น paradis ในภาษาฝรั่งเศส paradies ในภาษาเยอรมัน และ paradise ในภาษาอังกฤษ คำดังกล่าวนี้ได้เข้าไปอยู่ในตระกูลภาษาเซมิติกด้วยเช่นกัน นั่นคือคำว่า pardesu ในภาษาอัคคาเดียน คำว่า pardes ในภาษาฮีบรู และคำว่า firdaws ในภาษาอาหรับ ดังความหมายที่คำๆ นี้สื่อถึง สวนที่ถูกสร้างขึ้นจึงมีลักษณะปิดล้อม โดยเป้าหมายของสวนนั้นคือการสร้างสถานที่ที่อำนวยและเอื้อให้ผู้คนสามารถพักผ่อนคลายได้อย่างวางใจในความปลอดภัยในอิริยาบถที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งในทางจิตวิญญาณหรือการใช้เวลาว่าง กล่าวได้ว่าเป็นสรวงสวรรค์บนดินนั่นเอง คำที่หมายถึงสถานที่ที่ล้อมกั้นไว้ในภาษาอิหร่านทั่วไปนั้นคือคำว่า pari-daiza- ซึ่งถูกหยิบยืมไปโดยคริสตศาสนจักรเพื่อนำไปใช้อธิบายลักษณะของสวนแห่งอีเดนหรือสรวงสวรรค์บนโลกมนุษย์ การก่อสร้างสวนนั้นอาจเน้นไปที่รูปแบบทางการที่ให้ความสำคัญกับโครงสร้าง หรือเน้นไปที่ความหย่อนใจโดยให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติ โดยสร้างขึ้นตามกฎการออกแบบพื้นฐานหลากหลายประการ สวนเปอร์เซียนั้นอาจเกิดขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ 4000 ปีก่อนคริสตกาล..